Share

นมัสเต! เที่ยวปีใหม่ที่อินเดีย 2018 แบบงบน้อย แต่สนุกมากก (นิวเดลี-อัครา-พาราณสี)

Share

Sponsored Links



ทริปสุดหรรษาต้อนรับปีใหม่.. อินเดียจ๋า ชั้นมาแล้วจ้ะ!

สวัสดีค่ะทุกคนนน ก่อนอื่นเลยต้องขอสวัสดีปีใหม่ 2018 ย้อนหลังนะคะ ขอให้มีความสุขกายสุขใจ สดใสตลอดปี วันนี้ Cameteria มีทริปดีๆ ที่อยากมาแบ่งปันเพื่อนๆ ค่ะ เป็นทริปที่ครบรสสุดๆ ทั้งสนุก ตื่นเต้น อึ้ง ทึ่ง สยอง รำคาญและอบอุ่นใจในทริปเดียว (อยู่ไปนานๆ อาจเป็นไบโพลาร์ 5555 ) ซึ่งจะเป็นที่ไหนไปไม่ได้นอกจาก “อินเดีย” นั่นเอง!! พวกเราเลือกอินเดียเป็นทริปปีใหม่ของพวกเรา เพราะอยากไปในที่บรรยากาศแตกต่างแต่ราคาไม่แพง เลยมาลงเอยที่นี่ พวกเราไปตั้งแต่วันที่ 28 ธันวาคม – 2 มกราคม รวม 6 วัน

ก่อนจะเลื่อนไปอ่านข้างล่าง ขอเชิญเพื่อนๆ เข้าไปดูวีดีโอคลิปกันก่อนเลยจ้า จะได้เห็นบรรยากาศเรียลๆ

ครั้งนี้เรามีเวลาน้อยมาก ถ้าเทียบกับความใหญ่ของประเทศอินเดีย เลยเลือกไปแค่ 3 เมือง คือ นิวเดลี ,อัครา และพาราณสี โดยใช้รถไฟในการเดินทางระหว่างเมือง เพราะเป็นทางที่ถูกที่สุดแล้ว 555 พวกเราจองล่วงหน้าประมาณ 2 เดือนเลยค่ะ เพราะเป็นช่วงเทศกาล ถ้ารถไฟเต็มก็ต้องใช้อย่างอื่น คงไม่ดีกับพ็อกเก็ตมันนี่เท่าไหร่ ใครอยากจองรถตั๋วรถไฟอินเดียด้วยตัวเอง อ่านได้ที่ลิงค์ข้างล่างได้เลยค่ะ

อัปเดต!! วิธีจองตั๋วรถไฟอินเดียด้วยตัวเองแบบละเอียดยิบ (การลงทะเบียน IRCTC/Cleartrip)
ใครที่ต้องการเดินทางไปเที่ยวที่ประเทศอินเดียและต้องเดินทางระหว่างเมืองแบบประหยัด พวกเร...

สภาพภูมิอากาศและการแต่งกายที่อินเดียช่วงปีใหม่

ช่วงนี้ถือว่าเป็นฤดูหนาวของอินเดีย โดยอุณหภูมิที่นิวเดลีและพาราณสีอยู่ระหว่าง 23-8 องศาเซลเซียส (แต่ถ้าใครไปทางเหนือก็จะหนาวกว่านั้นถึงขั้นติดลบเลยค่ะ) หมอกหนามาก ที่นี่ตอนกลางวันอากาศเย็นสบาย เหมือนบ้านเราเวลาอากาศเย็นๆ เดินเที่ยวได้ชิลๆ แต่ตกกลางคืนมาอากาศหนาวมาก พวกเราใส่เสื้อฮีทเทคของ Uniqlo 2 ชั้น (รุ่นแขนยาว + รุ่นคอเต่า)+ เสื้อกันลม + เสื้อกันหนาว รวมเป็น 4 ตัว ช่วงไหนที่หนาวสุดๆ อย่างตอนที่รอรถไฟที่สถานี ก็ใช้ผ้าพันคอด้วย

**แนะนำให้เตรียม mask มาด้วยค่ะ เพราะที่นี่ฝุ่นเยอะมากกกก ช่วยได้เยอะเลยสำหรับคนที่แพ้ฝุ่น และบางครั้ง mask ก็ช่วยให้หน้าของเราอุ่นขึ้นเวลาที่ลมแรงด้วยค่ะ

ตั๋วเครื่องบิน + ที่พัก

ขาไป                 : กรุงเทพ – นิวเดลี   สายการบิน Spice Jet ขึ้นที่สุวรรณภูมิ

ขากลับ              : พาราณสี- กรุงเทพ  สายการบิน Thai Smile (ตอนแรกจอง Air India แต่โดนเท ยกเลิกไฟล์ทซะงั้นน่ะ)

****จากอัคราไปพาราณสี พวกเราใช้รถไฟ เพราะอยากไปดูแม่น้ำคงคาจะได้ไม่ต้องย้อนไปย้อนมา

ที่พักในอัครา      :  Hotel Sidhartha 1 คืน

ที่พักในพาราณสี :  Teerth Guest House 3 คืน

ซึ่งตั๋วเครื่องบินและที่พักเราจองผ่าน Traveloka >> https://www.traveloka.com/th-th/ เพราะจากที่สังเกตมา แอปพลิเคชั่นนี้จะชอบมีโปรโมชั่นรหัสส่วนลดราคาเกือบทุกๆ วันจันทร์และวันศุกร์ แค่ใส่โค้ดปุ๊บ ราคาก็ลดเห็นๆ ประหยัดได้อีกกก!!

Day 1 นิวเดลี – อัครา

พวกเราออกเดินทางโดยสายการบิน Spice jet โดยออกจากสุวรรณภูมิกลางคืนถึงนิวเดลีตอนเช้าวันรุ่งขึ้นที่พวกเราเลือกมาลงที่นิวเดลีก็เพราะว่าจะต้องใช้รถไฟต่อไปที่อัครา เพื่อไปทัชมาฮาล (Taj Mahal) และ อัคราฟอร์ท (Agra Fort) อันโด่งดังนั่นเอง จากนิวเดลีไปอัคราใช้เวลาประมาณ 3-4 ชั่วโมง ไม่นานจนเกินไป และอยากเห็นนิวเดลีสักนิดนึงด้วย

การแลกเงินที่อินเดีย

พอมาถึงสนามบินนิวเดลีพวกเราก็เดินหาที่แลกเงิน พวกเราใช้เงินดอลล่าห์เพื่อมาแลกเป็นเงินรูปี หลังจากสำรวจเรทคร่าวๆ ในสนามบินแล้ว มีแต่เรทแพงๆ เลยเดินผ่าน Custom ออกมาเพื่อมาแลกข้างนอก จนมาเจอที่นึง ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ พอคำนวนดูแล้วก็ถูกกว่าข้างในนิดหน่อย เลยตัดสินใจแลก แต่!! พนักงานที่รับแรก จู่ๆ จะชาร์จค่าบริการ แถมมีต่อราคาได้อีก! ปั๊ดโธ่วว.. เพิ่งจะมาถึง อินเดียก็เล่นเราเลย พวกเราเลยยืนปรึกษากันไปพักนึงว่าจะเอาไง เพราะในละแวกนั้นไม่มีแล้ว กลับเข้าไปข้างในก็ไม่ได้ แต่ไม่อยากแลกกะอีอินเดียขี้โกงนี่ ทันใดนั้นก็มีวีรบุรุษอินเดียโผล่มา ถามว่ามีอะไรให้ช่วยมั้ย? พวกเราเลยบอกว่าอยากแลกเงิน แต่ตรงนั้นชาร์จเราเพิ่ม แถวนี้มีที่ไหนอีกมั้ย? แล้วนางก็ตอบว่า จะเอาเท่าไหร่ เค้ามีอยู่ หืมมมมม?? อะไรจะเหมาะเจาะปานนั้น  ตอนนั้นพวกเราสงสัยสุดๆ ว่าจะเชื่อใจได้ป่าว แต่เค้าดันให้เรทดี ก็เลยเสี่ยงแลกดู 555 ตอนแลกก็เช็คลายน้ำที่มีรูปมหาตมะ คานธีทุกใบ จริงๆก็ดูไม่เป็นหรอก เช็คไปงั้นแหละ ก็ได้แต่ภาวนาว่าจะไม่ได้แบงค์ปลอมมา สำหรับเพื่อนๆคนไหนที่อยากแลกเงินที่อินเดีย ขอแนะนำให้นับเงินให้ดี และกดเครื่องคิดเลขทุกครั้ง เพราะขนาดแลกในสนามบินยังมีงุบงิบเลย หรือถ้าอยากสบายใจสุด ก็แลกมาจากเมืองไทยเลยดีกว่าค่ะ จะได้ไม่อารมณ์เสียกะอีอินเดียขี้โกง

การเดินทางจากสนามบินไปสถานีรถไฟนิวเดลี

พอแลกเงินเสร็จสรรพแล้ว พวกเราก็ตรงไปที่ Airport Express Rail หรือแอร์พอร์ตลิงค์ของบ้านเรา เพื่อที่จะไปสถานีรถไฟนิวเดลี (พวกเราจะนั่งรถไฟไปอัครา) ซึ่งสถานีแอร์พอร์ตลิงค์นี่อยู่ใกล้กับสนามบินเลย เดินไปได้มีป้ายบอกตลอดทาง พอไปถึงพวกเราก็เจอคนอินเดียคนนึงเข้ามาทัก พร้อมกับบอกที่ซื้อตั๋ว ในระหว่างนั้นก็คิดว่า โอ้ว คนอินเดียดีๆก็ยังมีอยู่นะ แล้วเราก็รู้ว่าคิดผิด!!! 555 เพราะสักพักนึงนางก็ถามว่าจะไปไหน เราก็ตอบไป นางก็เริ่มบอกว่ามันไปยากนะ ต้องไปแท็กซี่ ต่อด้วยตุ๊กๆ บลา บลา.. เริ่มขายของ ก็เลยรู้ละว่านางเริ่มแหลละ เพราะความจริงแล้วจากสถานีแอร์พอร์ตลิงค์ ไปสถานีรถไฟ มันใกล้มากกก แค่เดินข้ามฝั่งไปก็ถึง เลยบอกไปว่าพวกเราเคยมา (แหลคืนเลยเป็นไง 555) พอนางรู้ว่าหลอกไม่ได้ ก็เดินมูนวอร์คถอยไปเงียบๆ แล้วไปหลอกฝรั่งคนอื่นต่อ ร้ายจริงๆ หลังจากนั้นพวกเราก็ไปซื้อตั๋วเพื่อไปสถานี New Delhi คนละ 60 รูปี

cameteria_india

แล้วพวกเราก็ถึงกับทึ่ง เพราะว่าแอร์พอร์ตลิงค์ของเค้ามันช่างไฮโซเหลือเกิน ดีกว่าของไทยอีกนะเนี้ย! เบาะที่นั่งก็แสนสบาย ทุกอย่างดูใหม่ สะอาดตา ไฮเทคจริง และที่นี่ก็เป็นที่สุดท้ายที่เรารู้สึกแบบนั้น….

cameteria_india

พอมาถึงปลายทาง ก็เดินออกมาจากสถานีแอร์พอร์ตลิงค์ และแล้วพวกเราก็พบกับเรียลอินเดีย.. เสียงแตรรถดังปี๊ดๆๆ ตลอดเวลา ผู้คนเดินขวักไขว่ ฝุ่นคลุ้งทุกหนทุกแห่ง บรรดาคนขับตุ๊กๆ รุมเข้ามาหาพวกเรา ผู้คนเข้ามารุมทักแบบ 360 องศา เพื่อนเยอะด้วย เพราะใครๆก็เรียก Hey My Friend! ตลอดเวลา 555 ก็เลยรู้ว่าทริปอินเดียได้เริ่มต้นอย่างเป็นทางการ

cameteria_india

พวกเราเดินข้ามฝั่งจากสถานีรถไฟ ก็จะเจอกับถนนคนเดินกลางเมืองนิวเดลี ที่นี่มีสตรีทฟู้ด และร้านค้ามากมาย ทั้งเสื้อผ้า ผ้าห่ม อุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆ และผู้คนชาวเดลีที่ออกมาดื่มกาแฟ ทานอาหารเช้า เม้ามอยกับเดอะแก๊ง ระหว่างนี้ก็จะมีคนอินเดียเข้ามาคุยกับพวกเรา เดินตามเป็นเรื่องเป็นราว555 แล้วก็จะมาสตอรี่เดียวกันหมด เช่น เป็นคนอินเดียที่อยากฝึกภาษาอังกฤษเลยชอบคุยกับชาวต่างชาติทุกวัน, เป็นวัฒนธรรมของเราที่ต้อนรับชาวต่างชาติ ถ้าเราไปบ้านคุณ ก็อย่าลืมต้อนรับพวกเรานะ, คุณจะไปที่ไหน? (แล้วก็เสนอขายทัวร์), คุณชอบส่าหรีมั้ย? (ถ้าตอบว่าชอบก็จะพาไปร้านที่แกดีลไว้ทันที) ถ้าไม่มีที่พาราณสีจะไม่ให้เข้านะ (อันนี้แกก็โกหก คนอินเดียบางคนใส่กางเกงยีนส์เพียบ 555) และจะบอกให้เราไปเอาแผนที่ฟรีที่อ้างว่าเป็นของรัฐบาล อันนี้ต้องระวังนะคะ เพราะมีเพื่อนที่เป็นชาวญี่ปุ่นมาเที่ยวก่อนหน้านี้ แล้วเข้าไปที่ๆเค้าอ้างว่าเป็นของรัฐบาล ไม่แน่ใจว่าเป็นที่เดียวกันหรือเปล่า แต่ปรากฎว่าถูกขังไว้ไม่ให้ออกมาจนกว่าจะซื้อตั๋วที่พวกนางเสนอขาย อันตรายมาก จะมาเที่ยวที่นี่ต้องจิตแข็งนิดนึง 5555

cameteria_india

cameteria_india

cameteria_india

นอกจากนี้ที่นี่ยังมีตลาดสดที่ขายสารพัดผัก มุมนี้จะสงบหน่อย บรรดาพ่อค้าแม่ค้าจะไม่ยุ่งกับพวกเราเพราะไม่ใช่ target



การขึ้นรถไฟจากนิวเดลีไปอัครา

หลังจากเพลิดเพลินจากถนนคนเดินแล้ว ก็ได้เวลากลับไปที่สถานีรถไฟที่มาถึงเมื่อเช้า เพื่อขึ้นรถไฟไปอัครา พวกเราก็เอาใบจองตั๋วที่เราปริ๊นท์มา (ระบุไว้ว่าเป็น New Delhi -> Agra Fort) ไปถามพนักงานที่คอยยืนตรวจตั๋วอยู่ ปรากฎว่านางบอกว่า รถไฟขบวนนี้ต้องไปขี้นอีกที่นึง ไม่ใช่สถานีนี้ ต้องนั่งรถไฟใต้ดินไป เอ้า!!! งานเข้าเลยทีนี้ จากนั้นก็มีคนกรูเข้ามาถามเรา แล้วบอกจะพาไป เพราะขึ้นรถไฟใต้ดินไปไม่ได้ อีกคนนึงก็บอกว่าขึ้นที่นี่แหละ แต่อยู่ชานชาลาที่ 3 พวกเราเลยย้อนกลับไปถามพนักงานคนเดิมอีกทีว่าต้องไปรถไฟใต้ดินสถานีไหน? แล้วนางก็ตอบ ไปไม่ได้หรอก ต้องไปแท็กซี่ แล้วจู่ๆ ก็มีเพื่อนแท็กซี่มาพยายามจะพาไป ฮ่วย!!! แถวนี้เชื่อใครไม่ได้เลย พวกเราเลยรีบขึ้นไปห้องต้อนรับสำหรับชาวต่างชาติ (อยู่ชั้น 2 ของตึก) เพราะแอบเห็นป้ายก่อนหน้านี้ ซึ่งที่นี่มีชาวต่างชาติเยอะแยะเลย จะมีเคาท์เตอร์ไว้จองตั๋ว สอบถามข้อมูล ขอความช่วยเหลือ ห้องน้ำ ฯลฯ พวกเราเลยเดินไปถามพนักงาน ก็ได้คำตอบมาว่า ต้องไปอีกสถานีนึง นั่งตุ๊กๆไปได้ พร้อมบอกราคามา แล้วพวกเราก็รีบไปให้ทัน เพราะมีเวลาไม่มากนัก

พอไปถึงก็เห็นป้ายโชว์ตารางรถไฟ แต่เอ๊ะ! ทำไมหมายเลขขบวนของเราเป็นตัวหนังสือสีแดง อันอื่นเขียวหมดเลย จะอ่านก็อ่านไม่ออกเพราะเป็นภาษาฮินดี เราก็รู้สึกได้ถึงความหายนะบางอย่าง แล้วก็ได้รู้ว่ารถไฟขบวนที่เราจะไปนั้นถูกแคนเซิ่ล!! >< ซวยซ้ำซวยซ้อนจริงจริ๊งง เลยต้องซื้อตั๋วใหม่ของรถไฟขบวนอื่น (ตั๋วที่คืนเงินไป การรถไฟจะคืนยอดให้เราตามบัตรที่ถูกตัดไปค่ะ)

**สำหรับเพื่อนๆ ที่ต้องมาขึ้นรถไฟที่นิวเดลีแบบพวกเรา ต้องเช็คดีๆนะคะว่าขึ้นที่ไหน เพราะในตั๋วไม่ได้บอกอะไรเลย นอกจากขี้นที่นิวเดลี ถ้าจะให้ต้องไปสถานีและเอาให้ชัวร์ว่าขึ้นตรงไหน จะได้ไม่พลาดแบบเราค่ะ

cameteria_india

cameteria_india

ในที่สุดรถไฟของพวกเราก็มา ตรงเวลาเชียว นาทีนั้นน้ำตาจิไหล กว่าจะมาถึงจุดๆ นี้ T^T พวกเราซื้อตั๋วแบบ Sleeper Class เป็นพัดลมแต่มีเลขที่นั่งชัดเจน พวกเราเลือกคลาสนี้เพราะว่านั่งไม่ไกลมากนักแค่ 3-4 ชั่วโมงก็ถึง แล้วก็หลับยาวๆ ไป

ที่พักในอัครา

เราพักในอัครา 1 คืน เพื่อที่จะไปสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญอย่าง ทัชมาฮาล อัคราฟอร์ท เราเลยเลือกพักใกล้ๆ กับทัชมาฮาล คือ Hotel Sidhartha ราคา 376 บาท ต่อคืน แต่สะอาด แถมน้ำอุ่นไหลแรงสะใจมาก

cameteria_india

cameteria_india

พอเช็คอินเสร็จ ท้องก็เริ่มร้อง พวกเราเลยออกไปหาอะไรกินกัน จนมาเจอร้านนึงที่ขายเมนูไก่ทั้งร้าน น่าจะเป็นร้านมุสลิม มี 2 ชั้นด้วยนะเออ ให้อารมณ์ดินเนอร์บนที่สูง 5555 ถ้าใครมีโอกาสได้มาลองร้านนี้ ต้องอย่าลืมสั่งไก่ จะบอกว่าเมนูนี้อร่อยเหาะ ไก่อย่างหอม เนื้อแน่นหนุบหนับ ^^

cameteria_india

cameteria_india

อิ่มแล้วก็กลับเข้าที่พัก พวกเราก็หลับเป็นตายเพื่อเก็บแรงไปดูทัชมาฮาลวันพรุ่งนี้

ทัชมาฮาล (Taj Mahal) – Mehtab Bagh – อัคราฟอร์ท (Agra Fort)

พวกเราตื่นแต่เช้าเพื่อตั้งหน้าตั้งตาจะไปชมทัชมาฮาลอันสวยงามจนได้เป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลก แต่เมื่อเราไปถึงก็เจอสิ่งที่มหัศจรรย์ยิ่งกว่า เพราะ.. ทัชมาฮาลปิด!!!!!! โอ้ว หม่าย ก็อดดด!!! ลืมเช็คมาว่าทัชมาฮาลปิดทุกวันศุกร์ เสียหลักเลยงานนี้ แต่ก็โทษใครไม่ได้ เพราะไม่ได้เช็คมาเอง และจะไปวันอื่นก็ไม่ได้ เพราะคืนนี้ต้องขึ้นรถไฟไปพาราณสี ก็ได้แต่เศร้ากันไป เพราะฉะนั้นใครที่จะมาทัชมาฮาลต้องเช็คดีๆเด้อ จะได้ไม่นกแบบพวกเรา หลังจากที่ปวดใจดั่งไฟสุมทรวงแล้ว พวกเราก็นึกขึ้นได้ ว่าเรายังสามารถมองทัชมาฮาลได้จากที่ไกลๆ นั่นก็คือ Mehtab Bagh เพราะเคยเห็นจาก Instagram หลังจากนั้นก็รีบค้นหาสถานที่นั้นด้วย แอพ maps.me (แอพพลิเคชั่นคู่ใจที่พาเราไปได้ทุกที่ เป็นแอพแผนที่ออฟไลน์ที่ประโยชน์มากมาย เพราะไม่ต้องใช้เน็ต การเดินทางมาอินเดียของเราครั้งนี้ก็ไม่ได้ซื้อซิม ถูกใจไปอีก) หลังจากค้นหาด้วยชื่อ ก็รู้ว่าที่นี่อยู่ห่างออกไปประมาณ 6 กิโลเมตร และต้องข้ามสะพานผ่านแม่น้ำไป พวกเราเลยไปที่นั่นด้วยตุ๊กๆ ต่อราคาไปหลายสิบคัน ก็ได้ราคาดีที่สุดอยู่ที่ 60 รูปี

พอไปถึงก็เสียค่าเข้าชม ถ้าเป็นชาวต่างชาติราคาอยู่ที่ 200 รูปี คนอินเดียราคา 15 รูปี แต่คนขายตั๋วถามเราว่ามาจากไหน เราบอกว่ามาจากประเทศไทย แล้วก็โชว์พาสปอร์ต หลังจากนั้นก็ได้ส่วนลดทันใด กลายเป็น 15 รูปี ราคาเท่าคนอินเดียเลย ฟินไปอีก

cameteria_talmahal

หลังจากก้าวเข้ามาในสวน ก็ต้องถึงกับขนลุก เพราะความสวยงามและยิ่งใหญ่ของทัชมาฮาลที่เรามองเห็นจากข้างหลังผ่านหมอกหนาๆ รูปร่างสมส่วน กลมกลึงไปหมด นี่ขนาดพวกเราเห็นแค่นี้ก็รู้ว่าสวยมากแล้ว ถ้าได้เข้าไปใกล้ๆ คงสวยมากกว่านี้ร้อยเท่า (ร้องห้ายยย T^T)

พอชื่นชมทัชมาฮาลจากข้างหลังเสร็จแล้ว พวกเราก็ย้อนไปอัคราฟอร์ท (Agra Fort) ต่อ ต่อราคาตุ๊กๆ ได้ที่ 50 รูปี พอมาถึงก็ไปซื้อตั๋วเพื่อเข้าชม ที่นี่ก็ยังคงใจดีกับคนไทยเหมือนเดิม ค่าเข้าแค่ 30 รูปี ในขณะที่คนชาติอื่น ราคา 550 รูปี ราคาห่างกัน 10 กว่าเท่า 555555

จากที่เราสงสัยว่าทำไมคนไทยถึงซื้อค่าเข้าชมได้ถูก ก็เลยค้นข้อมูลมาเจอว่า ไทยเป็น 1 ใน 7 ของสมาชิกในกลุ่มประเทศ BIMSTEC (Bay of Bengal Initiative for MultiSectoral Technical and Economic Cooperation) ที่มีความร่วมมือกันหลายอย่างทั้งเศรษฐกิจและอื่นๆ รวมถึงศิลปวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวด้วย กรมศิลปากรของอินเดียเลยประกาศมาว่าให้ประเทศเหล่านี้สามารถเข้าชมแหล่งโบราณคดีได้ในราคาท้องถิ่น (Credit : https://learningpune.org/2015/03/10/bimstec/) เพราะฉะนั้นจงภูมิใจในพาสปอร์ตของเราซะ อิอิ

cameteria_india

cameteria_india

พอเข้ามาในอัคราฟอร์ทก็รู้สึกว่าเหมือนอยู่อีกโลกนึง สวยงามปานอยู่ยุโรป เลยรู้สึกได้ถึงความหรูหราหมาเห่าของราชวงศ์อินเดียสมัยก่อน ตามที่ศึกษามาคร่าวๆ ที่นี่เป็นวังของพี่ชายของคนที่สร้างทัชมาฮาล โดยตามตำนานเล่าว่า เจ้าชายที่สร้างทัชมาฮาลเพื่อเป็นอนุสรณ์สถานให้คนรักนั้น ถูกส่งมาขังที่นี่โดยพี่ชายแท้ๆ เพราะใช้เงินมากไปในการสร้างทัชมาฮาล ทำให้ประชาชนในยุคนั้นเดือดร้อน ช่างเป็นเจ้าชายที่โรแมนติกแท้ อดสงสัยไม่ได้ว่าเจ้าหญิงองค์นั้นเป็นคนยังไงน้า ถึงทำให้เจ้าชายทุ่มขนาดนี้

หลังจากชมรอบๆ เสร็จแล้ว พวกเราก็จะต้องไปสถานีรถไฟ Agra Fort เพราะต้องไปพาราณสีด้วยรถไฟคืนนี้ ซึ่งสามารถเดินไปได้ชิลๆ ไม่ไกลมาก สโลว์ไลฟ์ได้ตามสบายเพราะมีเวลาเหลือเฟือ จริงๆแล้วเรารู้สึกว่าอัคราใช้เวลาแค่วันเดียวก็พอ เพราะไม่มีอะไรมาก ที่ต้องมาเพราะมีทัชมาฮาลและอัคราฟอร์ทเท่านั้น

India_train

พอมาถึงสถานีรถไฟ Agra Fort เพื่อคอนเฟิร์มเวลาและสถานีให้ชัวร์ (เพราะมีประสบการณ์รถไฟแคนเซิลกับไปสถานีผิดมาจากนิวเดลี เจ็บแล้วจำ – -“) ซึ่งรถไฟที่พวกเราจองมา ตามตารางแล้วจะออกจากที่นี่ 8:30 แต่พนักงานบอกว่ารถไฟขบวนนี้ช้า 5 ชม. ปั๊ดโธ่วว!!! โดนรถไฟอินเดียเล่นจนได้ พวกเราเลยไม่มีทางเลือก ต้องรออย่างเดียว 

แล้วยังมีเรื่องให้เซ็งสุดในทริปนี้คือ เราเกือบโดนพนักงานรถไฟลวนลาม! เรื่องมีอยู่ว่า ตั๋วที่เราปริ๊นท์มาจากอินเตอร์เน็ต จะยังไม่บอกเลขที่นั่ง เราก็เลยไปถามพนักงานตรงที่ขายตั๋ว เค้าก็ไล่ให้ไปอีกห้องนึง เป็นห้อง Ticket investigation ซึ่งก็มีพนักงานหลายคน รวมทั้งผู้โดยสารคนอื่นๆ พวกเราก็เดินเข้าไปถาม สักพักก็มีพนักงานคนนึงเป็นผู้ใหญ่ รุ่นราวคราวพ่อได้แล้วแหละ ก็ถามว่าเรามาจากประเทศไหน ยังไง ดูเฟรนด์ลี่ดี แล้วก็ตบหัวเราเหมือนผู้ใหญ่เอ็นดูเด็ก เราก็ไม่คิดอะไร พอสักพักนึงมันก็บอกเลขที่นั่ง (นาทีนี้ขอใช้คำว่ามัน) ละก็ลูบแก้มเรา พร้อมกระชากเข้าไปละบอกว่าขอจูบหน่อยได้มั้ย? แล้วแฟนเราก็รีบดึงเราออก พร้อมกับวิ่งออกมา น่ากลัวสุดๆ! นี่ขนาดเราไปกันเป็นคู่นะ และที่ตกใจคือนี่เป็นคนของรัฐ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมที่อินเดียมีข่าวข่มขืนติดอันดับโลก เหตุการณ์นี้ทำให้รู้เลยว่าผู้หญิงไม่ควรไปอินเดียคนเดียวเด็ดขาด นอกจากสตรองจริงๆ หรือเรียนคาราเต้มาอย่างแตกฉาน อันตรายสุดๆบอกเลย

India_train

แล้วก็สิ้นสุดการรอคอย เมื่อรถไฟมาถึง พวกเราจองชั้น A3 tier ไป อบอุ่นสะดวกสบาย ชั้นนี้แบ่งเป็น 2 ฝั่ง ฝั่งขวาจะเป็นเบาะนอน 3 ชั้น อีกฝั่งเป็นเบาะ 2 ชั้นบนล่าง ซึ่งเราสามารถเลือกได้ตอนที่จองตั๋วผ่านเว็ปค่ะ

India_train

นั่งๆ นอนๆ จนเวลาล่วงเลยมา 20 ชั่วโมง 555555 (ปกติ อัครา-พาราณสี ใช้เวลา12 ชั่วโมง) แต่ไม่ต้องกลัวว่าจะอดนะคะ เพราะว่าจะมีคนเข้ามารับออเดอร์อาหารกลางวัน เป็นข้าวกล่องราคา 140 รูปี พวกเราก็ซื้อมากล่องนึงแล้วมาแชร์กัน ลืมถ่ายรูปมา แหะๆ รสชาติก็เอิ่มม.. เย็นๆ ชืดๆ อย่าคาดหวังกับอาหารกล่อง 555

Day 3 – 5 เมืองพาราณสี (แม่น้ำคงคา- สารนาถ- วัดไทย- วัดญี่ปุ่น)

ที่พักในพาราณสี

พวกเรามาถึงพาราณสีเวลาประมาณ 20:30 ก็เข้าที่พักชื่อว่า Teerth guest house ซึ่งอยู่ใกล้ๆ กับแม่น้ำคงคา เวลาบอกตุ๊กๆ ก็โชว์ที่อยู่ให้ดู ซึ่งบริเวณนั้น เรียกว่า Dashashwamedh Ghat อยู่ห่างจากสถานีรถไฟ ประมาณ 3-5 กิโลเมตร ถ้าใครพักแถวนั้น แนะนำให้เดินไปหน้าสถานีรถไฟแล้วข้ามฝั่งไป จะเจอกับตุ๊กๆ แบบแชร์กับคนอื่น ราคาคนละ 20 รูปี เท่านั้นเอง พอไปถึงก็ต้องมึนเพราะอยู่ในตรอกที่ซอกแซกมากถึงมากที่สุด 555 แต่ไม่ต้องกลัวค่ะ เพราะระหว่างทางจะมีคุณตำรวจอินเดียนั่งเป็นแก๊งคอยบริการเราอยู่

varanasi_hotel

varanasi_hotel

พวกเราพักที่นี่ทั้งหมด 3 คืน ราคาเพียง 1,061 บาทเท่านั้น สภาพพอนอนได้ ไม่สะอาดเท่ากับที่พักในอัครา แต่ถ้าเทียบกับทางเดินโดยรอบแล้ว ถือว่าสะอาดสุดๆ เพราะตามทางเดินมีสารพัดอุจจาระของสิ่งมีชีวิตต่างๆ 55555 ไม่ว่าจะเป็นวัว สุนัข ลิง แพะ ฯลฯ

varanasi

แชะรูปมาให้ดูเป็นน้ำจิ้ม 5555 ไม่อยากให้เห็นมากกว่านี้กลัวเพื่อนๆจะพากันอวสานอาหารเที่ยงกันไปซะก่อน ต้องบอกเลยว่าเดินตามตรอกซอกซอยของที่นี่สนุกสุด เพราะจะมีน้องวัวอยู่เป็นระยะ ถ้าโชคร้ายหน่อยน้องก็จะเดินขวางทางแล้วมองหน้าเรามึนๆ ก็ต้องหาทางอื่นเอา และมีก้อนระเบิดเป็นกับดักทุกหนทุกแห่ง เป็นความตื่นเต้นอย่างนึง

พวกเราอยู่ในเมืองพาราณสีแบบชิลๆ ยาวไปจนถึงวันกลับ เพราะอยากสัมผัสชีวิตคนอินเดียให้มากที่สุด และอยากเห็นพิธีกรรมต่างๆ ริมแม่น้ำคงคาอันศักดิ์สิทธิ์ของชาวฮินดูที่ยังคงทำต่อเนื่องกันมายาวนาน

cameteria_india

cameteria_india

cameteria_india

ที่แม่น้ำคงคาจะมีท่าน้ำเยอะมาก (คนอินเดียเรียกว่า Ghat) ซึ่งแต่ละท่านั้นจะมีความสำคัญแตกต่างกันออกไป สามารถเดินเชื่อมกันได้หมด แต่ท่าที่เป็นศูนย์กลางจะอยู่ที่ Dashashwamedh Ghat ทุกๆเย็นชาวฮินดูจะมีพิธีบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ริมแม่น้ำคงคาซึ่งเป็นการสวดแบบมีดนตรีประกอบ เป็นไฮไลท์สำคัญเลยที่ทำให้เราอยากมาที่นี่เลย เป็นพิธีกรรมที่สวยงาม ดูแล้วเพลินตาดีค่ะ

และยังมีอีกท่านึงที่อยู่ไม่ไกลมากนัก ชื่อว่า Manikarnika Ghat จะเป็นสถานที่เอาไว้เผาศพของชาวฮินดู ซี่งสถานที่ตรงนั้นห้ามถ่ายรูป แต่สามารถเข้าไปดูใกล้ๆ ได้ พวกเราเห็นศพของคนมากมายถูกเผาที่นั่น โดยมีระดับต่างกันไป ทั้งเผาบนดาดฟ้า เรื่อยลงมาจนถึงแม่น้ำ ซึ่งนั่นเป็นการบอกวรรณะของผู้ตายนั่นเอง ถ้าใครที่อยู่วรรณะสูง ก็จะได้เผาบนที่ๆ สูง

cameteria_india

cameteria_india

cameteria_india

ส่วนตอนเช้าชาวพาราณสีก็จะมาสวดมนต์ นั่งสมาธิ กินชา ซักผ้า ล่องเรือ เม้ามอย ขายของ ฯลฯ แต่ที่อึ้งสุดก็คือมาอาบน้ำกันนี่แหละ บางคนก็ตีกรรเชียงกันอย่างสนุกสนาน 55555555 ต้องสตรองเบอร์ไหนกัน ถึงจะว่ายน้ำในอากาศ 8 องศาเซลเซียสได้

สารนาถ

ในวันปีใหม่พวกเรายังมีโอกาสได้ไป “สารนาถ” หรือ “ป่าอิสิปมฤคทายวัน” ซึ่งเป็นที่ๆ พระพุทธเจ้าแสดงปฐมเทศนาครั้งแรก ซึ่งอยู่ไกลพอสมควร พวกเราไปด้วยตุ๊กๆ ต่อราคามาได้ 350 รูปี (ราคาไป-กลับ)

cameteria_india

วัดไทย

ในละแวกนั้นเหมือนเป็นศูนย์รวมของวัดพุทธ ซึ่งมีวัดของหลายประเทศด้วยกัน รวมทั้งวัดไทยด้วย

cameteria_sarnath_varanasi

วัดญี่ปุ่น

พอดีว่าแฟนเราเป็นชาวญี่ปุ่น เลยแวะพาเค้าไปไหว้พระที่วัดญี่ปุ่นนิดนึง เพื่อเป็นสิริมงคลในวันปีใหม่

cameteria_india

และแล้วก็ถึงเวลาที่ต้องบอกลาประเทศอินเดียอันสุดหรรษาแล้ว พวกเราไปสนามบินด้วยตุ๊กๆ ตกลงราคาได้ 500 รูปี ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง

จากความเห็นของพวกเรา คนประเทศนี้เป็นอะไรที่ตรงปกและเอาแต่ใจตัวเองที่สุดในโลก 5555 คืออยากได้ตังก็มาตื๊อขายของ อยากถ่ายรูป อยากคุย อยากทักก็เข้ามาแบบไม่มีฟอร์ม อยากแซงคิว รีบไปทำธุระ พี่แกก็บีบแตรไล่ตลอดทาง ปวดอึ ก็จัดการซะตรงนั้นเลย ดูซื่อๆ อยากทำอะไรก็ทำ พวกเราคิดว่าเป็นเสน่ห์ที่น่ารักของชาวอินเดียและแตกต่างจากคนหลายๆประเทศ แนะนำว่าอย่าคิดหรือถือสาอะไรมากเพราะเป็นวัฒนธรรมของเค้า ถ้าอยากเที่ยวอินเดียให้สนุกจริงๆ ขอแนะนำว่าให้แบคแพคมาจะดีกว่าค่ะ เพราะจะได้สนุกกับการต่อของ ถามทาง และความยุ่งยากที่เกิดขี้นในทริป รับรองว่าเพื่อนๆ จะต้องเกิดแรงบันดาลใจ หรือประสบการณ์ที่ทำให้เห็นโลกในมุมมองกว้างขี้นแน่นอนค่ะ

เพื่อนๆ สามารถเข้าไปดูค่าใช้จ่ายอย่างละเอียดและแผนการเดินทางต่างๆ ได้ที่นี่เลยค่ะ
สรุปแผนการเดินทาง + ค่าใช้จ่ายเที่ยวอินเดียอย่างละเอียด

Japanese version Click!
https://cameteria.com/ja/india-ja/

Sponsored Links





Follow us