Share

Roadtrip in Oman ขับรถเที่ยวโอมานชิลๆ แบบ No Plan, No Problem (6 วัน 5 คืน)

Share

Sponsored Links



ทริปนอนกลางดินกินกลางทะเลทรายที่โอมาน

ทำไมต้องโอมาน? เพราะโอมานเป็นประเทศที่มีทุกอย่างที่พวกเราอยากเห็น ไม่ว่าจะเป็น ทะเลทราย ภูเขา โอเอซิส น้องอูฐ และวัฒนธรรมของประเทศมุสลิมที่เรายังไม่เคยได้สัมผัส และที่สำคัญ ค่าครองชีพยังไม่แพงมากถ้าเทียบกับประเทศอื่นๆในละแวกนี้ด้วยค่ะ

การขอวีซ่าโอมาน

ก่อนจะเข้ามาเที่ยวโอมานสำหรับชาวไทย จะต้องมี “วีซ่า” ก่อนค่ะ จริงๆแล้วการขอวีซ่านั้นทำได้หลายทาง คือ VOA (Visa on Arrival) และการขอวีซ่าออนไลน์ผ่านเวปไซต์ (E-Visa) ซึ่งพวกเราใช้วิธีหลัง เพราะขี้เกียจไปเสียเวลาที่สนามบิน และยังของ่าย สะดวกสบายมากๆ เพียงเข้าไปที่ https://evisa.rop.gov.om/en/apply-for-a-visa  หลังจากนั้นกรอกข้อมูลให้ครบ ทำการจ่ายตังค์โดยตัดบัตรเครดิต ราคาวีซ่าสำหรับ 10 วัน คนละ 5 เรียล (ประมาณ 500 บาทไทย) แล้วก็รอไม่เกิน 2 วัน เท่านี้ได้วีซ่ามาครอบครองแล้วค่ะ

การแลกเงิน

โอมานใช้สกุลเงิน OMR หรือเรียกว่า “เรียล” ซึ่ง 1 เรียล เท่ากับ 90 บาทกว่าๆ (ตีเป็นเงินไทยง่ายๆ ก็ 100 บาทเลยค่ะ) ซึ่งตอนที่เราไปแลกเงินที่ Super Rich เงินโอมานกำลังขาดแคลนพอดี เลยได้มาแค่ 50 เรียล พวกเราก็เลยแลกเป็นเงินดอลล่าร์ไปเพื่อแลกเป็นเงินเรียลที่นั่น

**สำหรับใครที่มีเงินดอลล่าร์อยู่แล้วและอยากแลกที่โอมาน แนะนำว่าอย่าแลกที่สนามบินค่ะ เพราะเรทแพงมากกก แนะนำให้แลกที่ห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆ หรือที่ธนาคารจะดีกว่า (พวกเราแลกที่ห้าง Muscat Grand Mall ไม่ไกลจากสนามบินเท่าไหร่)

การเดินทางในโอมาน

การเดินทางในโอมาน ถ้าไม่มีรถยนต์ส่วนตัวจะเป็นอะไรที่ชีวิตยากมากๆ เลยค่ะ เพราะที่โอมานไม่ได้มีรถประจำทางหรือรถไฟฟ้าเหมือนบ้านเรา คนโอมานส่วนใหญ่เลยมีรถยนต์กันแทบทุกบ้าน และที่ดีไปกว่านั้นคือน้ำมันที่นี่ถูกมากๆ และถนนหนทางก็ดีมากๆ อาจจะเป็นเหตุผลที่ทำให้โอมานไม่จำเป็นต้องมีรถประจำทาง พวกเราเลยเช่ารถขับตลอดทริป โดยจองล่วงหน้าผ่านเวปไซต์ Rentalcar.com  แล้วไปรับรถที่สนามบิน พวกเราจองเป็น Mazda2 ทั้ง 5 คืน ได้มาในราคาประมาณ 7,500 บาท ค่าประกันอีกประมาณ 2,800 บาท

ซึ่งก่อนหน้านี้พวกเราคิดกันนานมากๆ ว่าจะเช่าเป็น 4WD หรือเป็นรถซีดานธรรมดาดี เพราะว่ารถซีดานไม่สามารถขับบนทะเลทรายได้ แต่พอดูราคา 4WD แล้วช่างแพงเหลือเกิน (ประมาณ 2 เท่า) เลยตัดใจเป็นรถซีดานพอ 5555 แล้วก็ไม่เสียใจเลยที่เช่าซีดาน เพราะกว่า 90% ของทริปนี้ พวกเราก็ขับบนถนนปกติ ไม่ได้ลงไปกลางทะเลทราย

สิ่งที่ต้องเตรียมสำหรับขับรถเที่ยวที่นี่คือ ใบขับขี่สากล (ถ้ายังไม่มีสามารถไปทำที่ กรมขนส่งทางบก แถวๆ จตุจักรได้นะคะ) และบัตรเครดิตของผู้ขับที่มีวงเงินเหลือเพื่อเป็นเงินประกัน (ตอนที่เราไปเอารถที่เคาท์เตอร์ เงินจะถูกตัดก่อนเพื่อเป็นค่ามัดจำค่ะ ถ้าจำไม่ผิดจะอยู่ที่ปนระมาณ 15,000 บาท)

ที่พัก

ต้องบอกก่อนว่าทริปนี้ของพวกเรานั้นไม่ได้วางแผนใดๆ ทั้งสิ้น เป็นทริปที่ตกลงกันว่าค่ำไหนนอนนั่น เลยเป็นทริปที่อิสระและไม่มีความกังวลใดๆ ว่าจะต้องไปที่พักให้ทัน

แต่พวกเราก็ยังอยากมีประสบการณ์นอนแคมป์ในทะเลทราย สัก 1 คืน หลังจากหาอยู่นานสุดท้ายก็ได้ที่ Bidiyah Desert Camp ในราคาคืนละ 2,673 บาท ซึ่งแน่นอนค่ะ ว่าถูกที่สุด 555 (แคมป์อื่นๆ ราคาหลักหมื่น T^T ) และที่สำคัญคือเป็นที่ๆ รถยนต์ธรรมดาสามารถขับเข้าไปได้ โดยไม่จำเป็นต้องใช้ 4WD

เอาล่ะ วีซ่าพร้อม รถพร้อม ก็เริ่มออกเดินทางกันค่า!! ในครั้งนี้พวกเราเลือกสายการบิน Oman Air เป็นสายการบินประจำชาติที่บินตรงมาเลย โดยใช้เวลาประมาณ 6 ชั่วโมง 20 นาที หลังจากมาถึงสนามบิน Muscat ก็จัดการซื้อซิมให้เรียบร้อย (ค่าซิมราคา 5 เรียล สำหรับ 3 GB 10 วัน) และทำเรื่องรับรถ

หลังจากได้รถแล้วก็ขับไปที่ห้าง Muscat Grand Mall เพื่อไปแลกเงินและหาอะไรกิน อ้อ! รถที่นี่เป็นพวงมาลัยซ้าย ไม่เหมือนกับบ้านเรา ถ้าใครยังไม่คุ้นเคยแนะนำให้ขับรอบๆ สนามบินสักรอบสองรอบก็จะดีขึ้นค่ะ

และจะบอกว่า Google Maps เป็นแอพที่ขาดไม่ได้สำหรับทริปนี้เลยค่ะ ถึงแม้ว่าถนนบางที่จะยังไม่อัพเดทดี เพราะว่าโอมานมักจะซ่อมถนนหนทางและขยายเสมอๆ แต่ก็ช่วยชีวิตได้เยอะ

และนี่คืออาหารมื้อแรกของพวกเราที่โอมาน เป็นข้าวหมกหน้าเนื้อย่าง ซึ่งถือว่าเป็นมื้อแรกที่อร่อยที่สุดของเราในทริปนี้เลย อาหารโอมานจะมีเครื่องเทศเยอะ คล้ายๆ กับอาหารอินเดีย แต่มีรสชาติจืดกว่านิดๆ โดยส่วนตัวคิดว่ากลิ่นแปลกๆ หน่อย 55555 แต่ทั้งนี้ก็แล้วแต่คนชอบนะคะ เพราะแฟนเราโอเคกับอาหารโอมาน เราปลื้มอาหารอินเดียมากกว่า

นอกจากอาหารโอมานแล้ว จากที่สังเกตุตาม Food Court ของที่นี่จะมีเป็นอาหารอินเดีย ไม่ก็จั๊งค์ฟู้ด อย่าง พิซซ่า ไก่ทอด แฮมเบอร์เกอร์ไปเลย อาหารไม่ค่อยหลากหลายเท่าไหร่

อย่างที่บอกไปว่าทริปนี้พวกเราไม่ได้วางแผนใดๆ และจองที่พักแค่คืนเดียวก่อนกลับไทย เพราะฉะนั้นบ้านของพวกเราในทริปนี้คือ “รถ” ค่ะ ที่นอนของพวกเราก็แตกต่างออกไปตามสถานที่และอารมณ์ 55555 มีทั้งจอดนอนหน้าปั๊ม ริมชายหาด และนอนดูดาวใกล้ทะเลทราย

ขับไปเรื่อยๆ ก็จะเจอวิวภูเขาสูงตั้งตะหง่านตลอดทาง และบ้านเรือนของชาวโอมาน แต่ละหลังหรูหราหมาเห่ามากๆ

ขับไปเรื่อยๆ เมื่อยก็พัก อย่าถามนะคะว่าแถวไหน เพราะเราก็ไม่รู้ 5555 นี่เลยเป็นเสน่ห์อีกอย่างนึงของ Road Trip

Muttrah Souq ตลาดมุตราห์

ตกค่ำก็ไปเดินช้อปปิ้งที่ Night Market ชื่อดังของโอมานกันบ้าง ของขายส่วนใหญ่จะเป็นของที่ระลึก ผ้าพื้นเมือง เครื่องหอม คล้ายๆ กับตลาดจตุจักรบ้านเรา แต่มีกลิ่นอายและให้ความรู้สึกอาหรับเบาๆ มีเสน่ห์ไปอีกแบบ

Bimmah SinkHole

เป็นแอ่งน้ำขนาดใหญ่ที่เกิดจากการทรุดตัวของแผ่นดิน และด้วยความที่มีพื้นที่ใกล้กับทะเล จึงมีน้ำสีฟ้าสดใส สามารถลงเล่นได้ และที่นี่เป็นหนึ่งในสถานที่เที่ยวยอดฮิตของทั้งชาวโอมานและชาวต่างชาติอีกด้วย

Wadi shab

“วาดิชาบ” แหล่งโอเอซิสสุดงดงามที่นักท่องเที่ยวสายแอดเวนเจอร์ห้ามพลาดเด็ดขาด! เพราะที่นี่เหมาะกับการเดิน Trekking มากๆ ให้ฟีลเดินป่าเสมือนเราอยู่ในหนังจูราสสิคพาร์ค ที่นี่มีที่จอดรถค่อนข้างเยอะค่ะ แต่ก่อนจะเข้าไปเราต้องเสียค่าเรือข้ามฝั่งคนละ 1 เรียล
แล้วหลังจากนั้นใช้เวลาเดินไปประมาณ 1 ชั่วโมง ถึงจะเจอกับแหล่งน้ำโอเอซิส สามารถเล่นน้ำ โดดน้ำได้ตามสบาย แต่ต้องระวังของหายหน่อย เพราะคนค่อนข้างเยอะ และที่นี่ก็เป็นที่อาบน้ำของพวกเรานั่นเอง 5555

This image has an empty alt attribute; its file name is DSC00185.png

Sur

จากนั้นก็ขับรถเรื่อยๆ มายัง เมืองซูร์ ซึ่งเป็นเมืองท่าเก่าแก่ติดชายทะเลที่สวยงามและเหมาะกับการมาพักผ่อนมากๆ ด้วยบรรยากาศของริมทะเลที่มีลมพัดเย็นๆ นกนางนวลบินขวักไขว่ บอกเลยว่าเป็นอีกสถานที่หนึ่งที่มีเสน่ห์และโรแมนซ์สุดๆ

This image has an empty alt attribute; its file name is DSC00189.png

Al Ayjah Lighthouse

หอคอยเก่าแก่ขนาดใหญ่ของเมืองซูร์ เป็นหอคอยทรงสูงที่มีรูปร่างสวยงาม มองออกไปจะเห็นวิวทะเลและเมืองซูร์แบบ 360 องศา แนะนำให้ไปช่วงตะวันตกดินนะคะ จะได้ไม่ร้อนมาก และได้บรรยากาศชิลสุดๆ

Wadi Bani Khalid

แหล่งโอเอซิสชื่อดังของโอมาน ด้วยน้ำสีเขียวมรกตบวกกับต้นอินทผาลัมล้อมรอบ ตัดกับฟ้าใสสีคราม มองไปก็จะเจอแต่ความสดช่ืน (หลังจากที่ขับรถเจอแต่ทะเลทรายทั้งวัน)

ถ้าเดินเข้าไปข้างในก็จะเจอกับแหล่งน้ำสีเขียวสดใส ที่มีนักท่องเที่ยวเล่นน้ำกันอย่างสนุกสนาน แต่ที่นี่ค่อนข้างเคร่งครัดเรื่องชุดว่ายน้ำของผู้หญิงนิดนึงนะคะ ผู้หญิงที่อยากเล่านน้ำต้องใส่ชุดที่แขนยาว ขายาวรัดกุมมิดชิด ใครมีแต่บิกินี่ ขอบอกว่าหมดสิทธิ์นะจ๊ะ

นอกจากนี้ยังมีถ้ำให้นักท่องเที่ยวเข้าไปพิสูจน์ แต่เท่าที่ดูแล้วน่าจะอันตรายถ้าไม่มีคนนำเข้าไป เพราะทางทุลักทุเลและมืดมากๆ พวกเราเลยขอบาย เดินชิลรอบๆ ดีกว่า

แคนทีนเก๋ๆ ไว้สำหรับทานอาหาร หรือนั่งดื่มกาแฟชมวิวชิคๆ

Bidiyah Desert Camp

และนี่ก็คือที่พักหนึ่งเดียวของเราทั้งทริปค่ะ เป็นที่พักที่อยู่กลางทะเลทราย อยู่ห่างจากถนนใหญ่พอสมควรแต่ว่าน้องมาสด้าคันน้อยของเราสามารถเข้ามาได้ (แม้จะมีทรายดูดเป็นช่วงๆ แต่เราก็ผ่านมาได้)

ภาพมุมสูงของที่พักเราค่ะ เป็นภาพที่เราปีนขึ้นไปถ่ายจากบนทะเลทราย ซึ่งที่นี่ก็จะมีห้องหลายระดับ ทั้งแบบมีแอร์ ห้องใหญ่สำหรับครอบครัว ถ้าพูดถึงที่นี่ในความคิดเรา เราว่าที่นี่โอเคนะคะ พอนอนได้และถือว่าโอเคสำหรับที่พักในทะเลทราย แต่ว่าห้องน้ำไม่มีน้ำอุ่นเด้อ ใครจะอาบน้ำแนะนำว่าให้อาบก่อนค่ำค่ะ ถ้าช้ากว่านั้นจะหนาวมากกก และเรื่องอาหารการกินก็ไม่ต้องห่วงเลยค่ะ เพราะที่นี่มีบุฟเฟ่ต์ไว้บริการ จ่ายเพิ่มคนละประมาณ 5 เรียล แต่กินได้ทุกอย่างเลย เราว่ามันโอเคกว่าขับรถออกไปเสี่ยงให้ทรายดูดข้างนอกตอนกลางคืน

หลังจากนั้นก็เป็นช่วงเวลาหนุกหนานเร้าใจของพวกเรา นั่นก็คือ Sand Dune หรือการนั่งรถ 4WD กลางทะเลทราย ค่าใช้จ่ายต่อเที่ยวประมาณ 3,000 บาท แพงเหลือเกินนน T^T แต่ก็คุ้มนะคะ เพราะประสบการณ์แบบนี้ไม่ได้มีบ่อยๆ และที่เมืองไทยบ้านฉันไม่มีแน่ๆ

มันสนุกมากค่ะคุณขา หายใจแทบไม่ทั่วท้อง ใครมีโอกาสมาทะเลทรายต้องลอง!! ไม่งั้นถือว่ามาไม่ถึง

แล้วโชเฟอร์ก็จอดรถให้เราไปหายใจหายคอให้ทั่วท้องอีกครั้งกลางทะเลทราย อยากจะบอกว่าของจริงมันสวยมากๆ เลยค่ะ ทะเลทรายกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา ให้ความรู้สึกเหมือนเราเป็นเจ้าป่าจาก The Lion King ยังไงยังงั้นเลย

Nizwa Fort

หลังจากนอนหลับพักผ่อนเต็มอิ่มบนเตียงนุ่มๆ แล้ว เราก็ตื่นนอนแล้วมุ่งหน้าเข้าเมืองเพื่อเตรียมตัวกลับตอนกลางคืน ระหว่างทางก็แวะไปเมือง Nizwa เพื่อไปส่องปราสาทโอมานอีกสักรอบ ซึ่งปราสาทที่มีชื่อเสียงที่สุดของที่นี่คือ Nizwa Fort เป็นป้อมปราการที่สำคัญของเมือง Nizwa ซึ่งเป็นเมืองหลวงเก่าของประเทศโอมาน ภายในมีหลายห้องมากมาย ทั้งห้องครัว ห้องละหมาด และเก็บอุปกรณ์การรบต่างๆ รวมไปถึงกับดักต่างๆ ตลอดทางเพื่อป้องกันการรุกรานของศัตรู เป็นอีกที่ที่เราสามารถเข้าใจถึงประวัติศาสตร์ของโอมาน สวยยิ่งใหญ่อลังการสมคำร่ำลือ แต่ว่าราคาค่าเข้าค่อนข้างแพง (คนละ 5 เรียล) แต่ก็ถือว่าคุ้มสำหรับนักท่องเที่ยวสายประวัติศาสตร์

Sultan Qaboos Grand Mosque

มัสยิดที่ใหญ่ที่สุดในโอมาน ตั้งอยู่ในเมืองมัสกัต ที่นี่เป็นมัสยิดที่สร้างด้วยสถาปัตยกรรมที่สวยงามและวัสดุหินอ่อนที่หรูหราอลังการมากๆ และด้วยที่นี่เป็สถานที่สำคัญทางศาสนา ทุกคนจึงต้องแต่งกายด้วยความสุภาพ มิดชิด โดยเฉพาะผู้หญิงที่ต้องมีผ้าคลุมศีรษะด้วย ถ้าใครไม่มีหรือแต่งตัวไม่เรียบร้อย ทางมัสยิดก็มีให้เช่าค่ะ

และนี่คือโคมไฟที่ใหญ่ที่สุดและสวยงามที่สุดที่เราเคยเห็น แต่ไม่ว่าจะถ่ายยังไงก็ไม่สวยเท่าของจริง ใครที่ได้ไปโอมาน แนะนำว่าต้องไปที่มัสยิดแห่งนี้และต้องเห็นกับตาสักครั้งค่ะ

สวยงามมมม น้ำตาจิไหล งานดีงานละเอียดมากค่ะท่านผู้โชม

จบไปแล้วค่ะกับทริปโอมานของพวกเรา ใครที่ชื่นชอบศิลปวัฒนธรรมหรือสถาปัตยกรรมของดินแดนตะวันออกกลาง “โอมาน” ถือว่าเป็นประเทศน่าสนใจมากค่ะ ตอบโจทย์สุดๆ ได้ครบทุกสิ่งทั้งภูเขา ทะเล ทะเลทราย โอเอซิส

เราขอแนะนำว่าไปช่วงฤดูหนาวของโอมานจะดีที่สุดค่ะ นั่นก็คือช่วงประมาณ พฤศจิกายน – มกราคม ค่ะ เป็นช่วงที่อากาศดีกำลังเที่ยวได้สบายๆ ตอนกลางวันไม่หนาวและไม่ร้อนจนเกินไป เพราะถ้าเป็นช่วงอื่นเท่าที่ทราบมาคือร้อนจริง ร้อนจัง บางที่แตะ 50 องศาเลย

หลังจากทริปนี้แล้วพวกเราจะพาเพื่อนๆ ไปที่ไหนอีก หรือถ้าใครมีที่ไหนเด็ดๆ อยากแนะนำสามารถติดตามหรือพูดคุยกับพวกเราได้ที่ช่องทางตามนี้เลยนะคะ 🙂
Facebook : Cameteria
IG : Cameteria

Sponsored Links





Follow us